เร่งล่าฆาตกรฆ่าสามี-ภรรยา ในไต้หวัน หนีกบดานไทย

0 94

เมื่อวานนี้ มีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวในสื่อหลายสำนักของไต้หวัน ว่ามีผู้ไปพบศพชายและหญิงตั้งครรภ์แฝดอายุครรภ์ 5 เดือน เสียชีวิตอยู่ภายในรถ BMW บริเวณลานจอดรถใกล้กับสถานีรถไฟความเร็วสูงเถาหยวน ต่อมาตำรวจเขตจงลี่ นครนิวไทเป ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตถูกทุบตีด้วยของแข็งตามร่างกายโดยเฉพาะที่ศีรษะ สันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาแล้ว 2 วัน มีการทำร้ายผู้เสียชีวิตจากที่อื่น ก่อนนำศพใส่ท้ายรถมาจอดไว้ในจุดดังกล่าว

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตผู้ชาย ชื่อ นายประเสริฐ หรือ เฮียมาร์ค เป็นคนสัญชาติไทย มาจากจังหวัดอุบลราชธานี ทำข้าวกล่องส่งขายให้กับแรงงานไทยตามโรงงาน ส่วนผู้หญิง ชื่อ มี่ เป็นชาวไต้หวัน เชื้อชาติไทย เคยทำงานล่ามมาก่อน ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ส่วนผู้ต้องสงสัยเป็นชาวไต้หวันเชื้อชาติไทยเหมือนกัน ชื่อ นายหวัง ทำงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในเขตถู่เฉิง นครนิวไทเป มีความสนิทสนมกับผู้หญิง เพราะเป็นเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนไปทำธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดหาแรงงาน โดยเป็นหุ้นส่วนกัน

นอกจากนี้จากข้อมูลยังพบว่า นายหวัง เป็นลูกหนี้ที่ยืมเงินจากผู้เสียชีวิตไปปล่อยกู้กับกลุ่มแรงงานไทย มีพยานเห็นผู้ต้องสงสัยอยู่กับผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ก่อนที่จะหายตัวไป จึงตั้งข้อสันนิษฐานว่าคดีนี้น่าจะเกิดจากการขัดผลประโยชน์กัน

ส่วนการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางล่าสุดของ นายหวัง พบว่าได้เดินทางออกจากสนามบินเถาหยวน ไต้หวัน ถึงสนามบินสุวรรณภูมิของไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ทีมข่าว 7HD ได้ไปคุยกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ในตำบลท่าลาด อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยพ่อของนายประเสริฐ บอกว่า ลูกชายไปทำงานที่ไต้หวันได้หลายปี จนมีภรรยาคนดังกล่าวที่อยู่กินจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาทั้งสองคนได้เปลี่ยนงานจากธุรกิจจัดหางาน ไปทำงานส่งข้าวกล่อง จนพอมีฐานะ สามารถส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวได้ทุกเดือน โดยครั้งสุดท้ายเพิ่งคุยกับลูกชายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่โทรมาแจ้งข่าวดีว่าได้ลูกแฝด และมีแผนจะกลับมาเยี่ยมเร็ว ๆ นี้

เบื้องต้นได้ขอให้พี่สาวของลูกสะใภ้ที่อยู่ที่ไต้หวัน ช่วยจัดการเรื่องฌาปนกิจ แล้วส่งกระดูกกลับมาให้บำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด เพราะไม่สามารถเดินทางไปรับศพได้ เพราะติดปัญหาเรื่องการระบาดของโควิด-19 ในไต้หวัน ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ทางการไทยเร่งติดตามจับตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

พลตำรวจตรี เขมรินทร์ หัสศิริ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับการประสานขอความร่วมมือในการสืบสวนติดตามจับกุมตัวตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว ส่วนหนังสือขอความร่วมมือคาดว่าจะส่งมาประสานอย่างเป็นทางการได้ในวันนี้ โดยตำรวจไทยและไต้หวันมีความร่วมมือที่ดีต่อกัน หากมีการร้องขอให้ติดตามตัวก็จะพิจารณาจับกุมให้ แม้จะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ตาม

ขณะที่ พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้สั่งการให้ตำรวจกองบังคับการปราบปราม เร่งรวบรวมข้อมูลหาเบาะแสที่อยู่ของผู้ต้องสงสัยแล้ว ขณะนี้เหลือเพียงรอการประสานเข้ามาอย่างเป็นทางการ ก็จะนำข้อมูลไปสืบสวนตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีทันที

และเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นายยิ่งยศ ญาติของสองสามีภรรยาชาวไทยสัญชาติไต้หวันที่ถูกฆ่าตาย เดินทางเข้าพบ พลตำรวจรี วีรชน บุญทวี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

โดย นายยิ่งยศ กล่าวว่า ผู้ตายเป็นน้องสาวของตนเอง และคนที่ลงมือฆ่าชื่อว่า นายสันติ เป็นญาติห่าง ๆ ที่สนิทกัน เรียกว่าโตมาด้วยกัน เรียนหนังสือมาด้วยกัน ที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ มีรหัสเข้าบ้าน กินข้าวด้วยกันทุกวัน โดยน้องสาวของตนเองไปเรียนและทำงานที่ไต้หวัน พร้อมกับมีสามีที่ไต้หวัน จากนั้นได้ชวนนายสันติไปทำงานที่ไต้หวัน ด้วย

ก่อนเกิดเหตุน้องสาวได้โทรศัพท์มาปรึกษาว่านายสันติเข้ามาพูดคุยว่ามีแรงงานไทยที่พาไปทำงานที่ไต้หวัน ขโมยเงิน 800,000 บาท และทองคำหนัก 15 บาทไป แต่น้องสาวตนเองไม่ทราบเรื่อง จนมาทราบข่าวว่าน้องสาวและสามีถูกฆาตกรรม คาดว่าสาเหตุเพราะเรื่องเงินที่น้องสาวเคยเล่าให้ฟัง จากนั้นมีคนเห็นนายสันติ ในพื้นที่เมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้จึงมาขอความอนุเคราะห์ตำรวจช่วยติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

ด้าน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้เร่งตรวจสอบ และคดีนี้เกิดในต่างประเทศ ทำให้มีความซับซ้อน แต่อย่างไรก็ตามจะเร่งติดตามตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็วเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย หากมีใครพบเห็นก็สามารถแจ้งตำรวจได้ทันที ส่วนกรณีที่สงสัยกันว่าคนร้ายอาจจะข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านแล้วนั้น กำลังตรวจสอบอยู่

ห้องข่าวภาคเที่ยง – ตำรวจเริ่มรวบรวมข้อมูลสืบหาตัว “นายหวัง” ผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุฆาตกรรมสามี-ภรรยาตั้งครรภ์ท้องแฝด แล้วนำศพไปซ่อนไว้ท้ายรถ BMW ในไต้หวันแล้ว หลังทราบเบาะแสว่าได้ขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา

เมื่อวานนี้ มีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวในสื่อหลายสำนักของไต้หวัน ว่ามีผู้ไปพบศพชายและหญิงตั้งครรภ์แฝดอายุครรภ์ 5 เดือน เสียชีวิตอยู่ภายในรถ BMW บริเวณลานจอดรถใกล้กับสถานีรถไฟความเร็วสูงเถาหยวน ต่อมาตำรวจเขตจงลี่ นครนิวไทเป ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตถูกทุบตีด้วยของแข็งตามร่างกายโดยเฉพาะที่ศีรษะ สันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาแล้ว 2 วัน มีการทำร้ายผู้เสียชีวิตจากที่อื่น ก่อนนำศพใส่ท้ายรถมาจอดไว้ในจุดดังกล่าว

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตผู้ชาย ชื่อ นายประเสริฐ หรือ เฮียมาร์ค เป็นคนสัญชาติไทย มาจากจังหวัดอุบลราชธานี ทำข้าวกล่องส่งขายให้กับแรงงานไทยตามโรงงาน ส่วนผู้หญิง ชื่อ มี่ เป็นชาวไต้หวัน เชื้อชาติไทย เคยทำงานล่ามมาก่อน ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ส่วนผู้ต้องสงสัยเป็นชาวไต้หวันเชื้อชาติไทยเหมือนกัน ชื่อ นายหวัง ทำงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งในเขตถู่เฉิง นครนิวไทเป มีความสนิทสนมกับผู้หญิง เพราะเป็นเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนไปทำธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดหาแรงงาน โดยเป็นหุ้นส่วนกัน

นอกจากนี้จากข้อมูลยังพบว่า นายหวัง เป็นลูกหนี้ที่ยืมเงินจากผู้เสียชีวิตไปปล่อยกู้กับกลุ่มแรงงานไทย มีพยานเห็นผู้ต้องสงสัยอยู่กับผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ก่อนที่จะหายตัวไป จึงตั้งข้อสันนิษฐานว่าคดีนี้น่าจะเกิดจากการขัดผลประโยชน์กัน

ส่วนการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางล่าสุดของ นายหวัง พบว่าได้เดินทางออกจากสนามบินเถาหยวน ไต้หวัน ถึงสนามบินสุวรรณภูมิของไทย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ทีมข่าว 7HD ได้ไปคุยกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ในตำบลท่าลาด อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยพ่อของนายประเสริฐ บอกว่า ลูกชายไปทำงานที่ไต้หวันได้หลายปี จนมีภรรยาคนดังกล่าวที่อยู่กินจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาทั้งสองคนได้เปลี่ยนงานจากธุรกิจจัดหางาน ไปทำงานส่งข้าวกล่อง จนพอมีฐานะ สามารถส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวได้ทุกเดือน โดยครั้งสุดท้ายเพิ่งคุยกับลูกชายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่โทรมาแจ้งข่าวดีว่าได้ลูกแฝด และมีแผนจะกลับมาเยี่ยมเร็ว ๆ นี้

ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนี้ ขณะหยอดเหรียญจ่ายค่าจอดรถ ก่อนจะขับรถของผู้ตายขนศพออกจากที่เกิดเหตุ

เบื้องต้นได้ขอให้พี่สาวของลูกสะใภ้ที่อยู่ที่ไต้หวัน ช่วยจัดการเรื่องฌาปนกิจ แล้วส่งกระดูกกลับมาให้บำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด เพราะไม่สามารถเดินทางไปรับศพได้ เพราะติดปัญหาเรื่องการระบาดของโควิด-19 ในไต้หวัน ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ทางการไทยเร่งติดตามจับตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

พลตำรวจตรี เขมรินทร์ หัสศิริ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับการประสานขอความร่วมมือในการสืบสวนติดตามจับกุมตัวตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว ส่วนหนังสือขอความร่วมมือคาดว่าจะส่งมาประสานอย่างเป็นทางการได้ในวันนี้ โดยตำรวจไทยและไต้หวันมีความร่วมมือที่ดีต่อกัน หากมีการร้องขอให้ติดตามตัวก็จะพิจารณาจับกุมให้ แม้จะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ตาม

ขณะที่ พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้สั่งการให้ตำรวจกองบังคับการปราบปราม เร่งรวบรวมข้อมูลหาเบาะแสที่อยู่ของผู้ต้องสงสัยแล้ว ขณะนี้เหลือเพียงรอการประสานเข้ามาอย่างเป็นทางการ ก็จะนำข้อมูลไปสืบสวนตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีทันที

ภาพสุดท้ายจากกล้องวงจรปิดของ “ล่ามมี่” ล่ามหญิงชาวไทย ซึ่งกำลังท้องลูกแฝดอายุ 5 เดือน ก่อนถูกฆาตกรรมเสียชีวิต

และเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นายยิ่งยศ ญาติของสองสามีภรรยาชาวไทยสัญชาติไต้หวันที่ถูกฆ่าตาย เดินทางเข้าพบ พลตำรวจรี วีรชน บุญทวี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

โดย นายยิ่งยศ กล่าวว่า ผู้ตายเป็นน้องสาวของตนเอง และคนที่ลงมือฆ่าชื่อว่า นายสันติ เป็นญาติห่าง ๆ ที่สนิทกัน เรียกว่าโตมาด้วยกัน เรียนหนังสือมาด้วยกัน ที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ มีรหัสเข้าบ้าน กินข้าวด้วยกันทุกวัน โดยน้องสาวของตนเองไปเรียนและทำงานที่ไต้หวัน พร้อมกับมีสามีที่ไต้หวัน จากนั้นได้ชวนนายสันติไปทำงานที่ไต้หวัน ด้วย

ก่อนเกิดเหตุน้องสาวได้โทรศัพท์มาปรึกษาว่านายสันติเข้ามาพูดคุยว่ามีแรงงานไทยที่พาไปทำงานที่ไต้หวัน ขโมยเงิน 800,000 บาท และทองคำหนัก 15 บาทไป แต่น้องสาวตนเองไม่ทราบเรื่อง จนมาทราบข่าวว่าน้องสาวและสามีถูกฆาตกรรม คาดว่าสาเหตุเพราะเรื่องเงินที่น้องสาวเคยเล่าให้ฟัง จากนั้นมีคนเห็นนายสันติ ในพื้นที่เมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้จึงมาขอความอนุเคราะห์ตำรวจช่วยติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

หอพักที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสถานที่นัดคุยเรื่องหนี้สิน ก่อนถูกผู้ร้ายที่ดักซ่อนอยู่ทุบด้วยท่อนเหล็กจนเสียชีวิตทั้งคู่

ด้าน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้เร่งตรวจสอบ และคดีนี้เกิดในต่างประเทศ ทำให้มีความซับซ้อน แต่อย่างไรก็ตามจะเร่งติดตามตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็วเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย หากมีใครพบเห็นก็สามารถแจ้งตำรวจได้ทันที ส่วนกรณีที่สงสัยกันว่าคนร้ายอาจจะข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านแล้วนั้น กำลังตรวจสอบอยู่

ที่มา…https://www.ch7.com/

รูปภาพ…mgronline.com