บุรีรัมย์-สาวร่ำไห้วอนช่วย! ถูกหลอกให้เปิดบัญชี กลับตกเป็นผู้ต้องหาฉ้อโกง 3 ล้าน

0 248

น.ส.อุไรรัตน์ ทับอุดม หรือแนน อายุ 23 ปี ชาวอำเภอแคนดง จ.บุรีรัมย์ พร้อมครอบครัวได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ หลังจาก น.ส.อุไรรัตน์ ถูกแก๊งมิจฉาชีพทำทีเป็นนายหน้าหลอกจะพาข้ามแดนไปทำงานที่กาสิโนปอยเปต ประเทศกัมพูชา มีค่าแรงสูงเดือนละกว่า 2 หมื่นบาท แต่ต้องแลกกับการเปิดบัญชีธนาคารโดยแก๊งมิจฉาชีพอ้างว่าบริษัทขายของออนไลน์ที่ทำอยู่กำลังมีปัญหาจึงต้องใช้บัญชีคนอื่นเพื่อรับโอนเงินลูกค้า แต่รับปากว่าไม่มีปัญหาแน่นอน พอ น.ส.อุไรรัตน์ หลงเชื่อเปิดบัญชีธนาคาร 2 ธนาคารแล้วส่งเล่มบัญชีให้กับแก๊งมิจฉาชีพดังกล่าว เพื่อหวังจะได้ไปทำงานที่กาสิโนเพื่อหาเงินส่งเสียครอบครัว

แต่สุดท้ายนอกจากจะไม่ได้ทำงานตามที่แก๊งมิจฉาชีพกล่าวอ้าง กลับตกเป็นผู้ต้องหาคดีร่วมกับพวกฉ้อโกงปล่อยเงินกู้ออนไลน์ ยอดความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท มีหมายเรียกจากตำรวจให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาถึง 6 หมาย คือ สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม , สภ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ , สภ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก , สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ และ สภ.เมืองนครนายก 2 หมาย จนทำให้ น.ส.อุไรรัตน์เกิดความเครียดถึงขั้นคิดสั้นกินยาฆ่าตัวตายหลังจากได้รับหมายเรียก โดยเธอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับแก๊งมิจฉาชีพดังกล่าวเลย

ขณะที่พ่อและแม่ของ น.ส.อุไรรัตน์ หลังทราบเรื่องก็เครียดและสงสารลูกสาว เพราะไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปจ่ายเพราะมีอาชีพรับจ้างไปวันๆ จึงกลัวว่าลูกสาวจะถูกจับติดคุก จนเคยจะตัดสินใจคิดสั้นทั้งพ่อแม่ลูกเพราะหาทางออกไม่ได้และไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร แต่ก็สงสารลูกคนเล็กที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร

น.ส.อุไรรัตน์ ทับอุดม หรือ แนน อายุ 23 ปี ชาวอำเภอแคนดง จ.บุรีรัมย์ ผู้เสียหาย

น.ส.อุไรรัตน์เล่าทั้งน้ำตาว่า ด้วยฐานะครอบครัวยากจน พอเรียนจบ ม.6 ก็ไปหางานทำต่างจังหวัด กระทั่งเมื่อปี 2561 มีเพื่อนมาชวนไปทำงานที่ปอยเปต ในกาสิโนออนไลน์ โดยเพื่อนบอกว่าได้ค่าแรงสูงเดือนละกว่า 2 หมื่นบาท จึงตัดสินใจไปโดยมีนายหน้าส่งไป ก็ทำอยู่ 3 ปีจนถึงปี 2563 ก็เกิดสถานการณ์โควิด-19 ระบาดจึงถูกส่งกลับไทย ก็กลับมาอยู่กับเพื่อนที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งตอนนั้นตกงานอยู่หลายเดือน

กระทั่งไปเจอเฟซบุ๊กชื่อว่า “โอม สตอร์” โพสต์ว่าใครสนใจจะไปทำงานกาสิโนปอยเปตสามารถจัดส่งไปได้ ตนจึงติดต่อไปพบว่าเป็นผู้ชายก็พูดคุยกันทางโทรศัพท์ เขาบอกว่าไม่ต้องเสียค่านายหน้าพาข้ามซึ่งปกติต้องจ่าย 7,500 บาท แต่ขอแลกกับการเปิดบัญชีธนาคาร 2 ธนาคาร เพื่อจะนำไปใช้ในธุรกิจขายออนไลน์ของบริษัทเขาที่กำลังมีปัญหา ด้วยความที่ตนอยากกลับไปทำงานที่กาสิโนเพราะได้ค่าจ้างสูงจะได้มีเงินส่งเสียครอบครัว วันที่ 25 ส.ค. 64 จึงไปเปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ กับกสิกรไทย สาขาอรัญประเทศ

จากนั้นชายคนดังกล่าวให้เอาเอกสารเล่มบัญชีธนาคาร สำเนาบัตรประชาชน ไปให้ที่ข้างร้านทองแห่งหนึ่งใน อ.อรัญประเทศ แต่พอไปถึงก็มีผู้หญิงรูปร่างอวบ อายุประมาณ 30-35 ปี ผิวขาวผมยาวหน้าตาดี เดินออกมาจากร้านทองมารับเอกสารแล้วบอกให้รอ เดี๋ยวจะพาข้ามด่านวันไหนจะติดต่อกลับไป ตนไปพักรอกับเพื่อนที่อรัญประเทศ แต่ไม่เห็นติดต่อมาสักที

กระทั่งวันที่ 30 ก.ย. 64 ได้มีหมายเรียกจาก สภ.เมืองนครนายกส่งไปที่บ้าน อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ ว่าตนเป็นผู้ต้องหาร่วมกับพวกคดีฉ้อโกง พอแม่โทรศัพท์มาบอกก็ตกใจมาก จึงรีบเดินทางกลับบ้านทันที จากนั้นมีหมายเรียกจากโรงพักต่างๆ ส่งมาอีกรวมตอนนี้ 6 หมายแล้ว ตนและครอบครัวเครียดมากไม่รู้จะทำอย่างไร ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งดังกล่าว อยากให้ผู้รู้กฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือด้วย

ด้าน นางสมิตรา ชาติรัมย์ ผู้เป็นแม่ พูดทั้งน้ำตาว่า วันที่ได้รับหมายเรียกอันแรกตกใจมากก็โทร.ไปต่อว่าลูกสาว จนลูกเล่าให้ฟังว่าเรื่องราวเป็นมายังไงถึงได้เข้าใจและเชื่อว่าลูกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ถูกหลอก พอมีหมายเรียกที่สองมา ลูกก็เครียดแอบกินยาเพื่อหวังจะฆ่าตัวตายหนีปัญหา แต่ดีที่ส่งไปรักษาทัน หลังจากนั้นพากันไปแจ้งความที่ สภ.แคนดง ไว้เป็นหลักฐาน และร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยเหลือแต่เรื่องก็เงียบ ไม่มีใครมาช่วยหรือให้คำแนะนำอะไรเลย

“ตอนนี้ครอบครัวเครียดมากถึงขั้นคิดสั้นกันทั้งพ่อแม่ลูกเลย แต่สงสารลูกสาวคนเล็ก จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานรัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วย เพราะไม่รู้จะทำยังไงเพราะคงไม่มีเงินไปจ่าย ลำพังจะกินอยู่แต่ละวันก็ลำบาก กลัวลูกสาวจะติดคุก” นางสมิตรา ผู้เป็นแม่กล่าว

ที่มา ภาพ/ข่าว : ผู้จัดการออนไลน์