ผลทดสอบเฟส 1 วัคซีนออกซ์ฟอร์ด พบสร้างภูมิคุ้มกันได้ อาจพร้อมใช้สิ้นปี

0 173

เว็บไซต์ Sky News , Reuters และ BBC รายงานวันที่ 20 ก.ค. ว่า ผลการทดลองระยะที่ 1 (เฟส 1) ของวัคซีน AZD1222 หรือชื่อเดิมคือ ChAdOx1 nCoV-19 ซึ่งเป็นวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ร่วมกับบริษัทยา AstraZeneca พบว่าวัคซีนดังกล่าวปลอดภัยกับมนุษย์ และยังพบการสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ในร่างกายอาสาสมัครด้วย

โดยผลการทดลองระยะที่ 1 กับมนุษย์นี้ เปิดเผยครั้งแรกผ่านวารสาร Lancet หลังทีมวิจัยนำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเริ่มทดลองกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-55 ปี จำนวน 1,077 คน มาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า หลังจากได้รับวัคซีน อาสาสมัครจำนวน 91% สร้างแอนติบอดี กับ ทีเซลล์ ที่เข้มแข็งต่อต้านไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ แอนติบอดีคือโปรตีนขนาดเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นเพื่อไปจับและฆ่าไวรัส ส่วนทีเซลล์ คือเซลล์เม็ดเลือดชนิดหนึ่งที่ทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกัน คอยตรวจหาและกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อแล้วออกจากร่างกาย

ผลการทดลองพบว่า ระดับ ทีเซลล์ในร่างเพิ่มขึ้นสูงจุดสูงสุดหลังอาสาสมัครได้รับวัคซีนแล้ว 14 วัน ส่วนระดับแอนติบอดีขึ้นสู่จุดสูงสุดหลังได้รับวัคซีน 28 วัน และอาสาสมัครจะมีแอนติบอดี กับทีเซลล์ ในร่างกายในระดับสูงต่อเนื่องอย่างน้อย 56 วัน ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ยังพบด้วยว่า ร่างกายของอาสาสมัครจะให้การตอบสนองต่อวัคซีนดีขึ้น หากได้รับวัคซีนซ้ำเป็นครั้งที่สอง

ผลการทดลองระยะที่ 1 ยังชี้ด้วยว่า วัคซีนของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดให้ผลข้างเคียงแต่ไม่รุนแรง โดยอาสาสมัครจำนวน 70% มีอาการไข้หรือปวดหัว แต่สามารถให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดผลข้างเคียงจากวัคซีนได้

ความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่รัฐบาลอังกฤษเพิ่งลงนามในข้อตกลงสั่งจองวัคซีนโควิด-19 ซึ่งร่วมพัฒนาโดยบริษัทยา BioNtech/Pfizer จำนวน 30 ล้านโดส และวัคซีนของบริษัท Valneva อีก 60 ล้านโดส เพิ่มเติมจากที่เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม พวกเขาสั่งจองวัคซีน AZD1222 ไปแล้วจำนวน 100 ล้านโดส

อนึ่ง เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ดคาดการณ์ว่า วัคซีนต้านโควิด-19 ที่พวกเขาพัฒนา จำนวน 1 ล้านโดส อาจพร้อมใช้งานจริงในเดือนกันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดดร. เอเดรียน ฮิลล์ ผู้อำนวยการสถาบัน เจนเนอร์ ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ยอมรับว่าพวกเขาประเมินต่ำเกินไป แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่วัคซีนจะพร้อมใช้งานภายในสิ้นปี 2563

ที่มา : http://glbnews.com/url.html?p=https://www.thairath.co.th/news/foreign/1893776

comments