ตำรวจบุรีรัมย์ แถลงผลการจับกุมคดีหลอกโอนเงิน 10 ล้านบาท

0 187

วันนี้วันที่ 7 พ.ย.64 เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมชัยจินดา ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 มอบหมายให้ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์, พ.ต.อ.เจตน์สฤษฏิ์ แพ่งศรีสาร ผกก.สภ.ประโคนชัย ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ข้อหา“ร่วมกันนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการน่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคลใดบุคคล หนึ่งและร่วมกันฉ้อโกง” ตามหมายจับของศาลจังหวัดบุรีรัมย์
●ผู้ต้องหา น.ส.ชนกนันท์ หรือนัดดา อายุ 27 ปี ที่อยู่ หมู่ที่ ๑๖ ต.โตนด อ. คีรีมาศ จ.สุโขทัย (ส่วนผู้ร่วมกระทำผิดอยู่ในระหว่างสอบสวนออกหมายเรียก)
● ผู้เสียหาย นายนรศักดิ์ ที่อยู่ หมู่ที่ 14 ต.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์
●ข้อหา “ร่วมกันนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการน่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคลใดบุคคล หนึ่ง และร่วมกันฉ้อโกง”
● มูลค่าความเสียหาย. เงินสดจำนวน 10,379,700 บาท
● สถานที่เกิดเหตุ หมู่ที่ 14 ต.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ต่อเนื่องกับ
ที่บริเวณ สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ระหว่างต้นเดือน มิถุนายน 2564 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2564 เวลาประมาณ 10.30 น. ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
●พฤติการณ์แห่งคดี
● เมื่อวันที่ 2 พ.ย.64 เวลาประมาณ 14.00 น. นายนรศักดิ์ อายุ 63 ปี อยู่ที่ ม.14 ต.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ มาพบพนักงานสอบสวน แจ้งว่า เมื่อประมาณต้นเดือน มิ.ย.64 ตนได้รู้จักกับผู้หญิงซึ่งอ้างตนว่าชื่อ น.ส.นัดดาฯ (ทราบจากพนักงานสอบสวนภายหลังว่าผู้หญิงคนดังกล่าวชื่อ น.ส.ชนกนันท์ฯ อายุ 27 ปี อยู่ที่ ม.16 ต.โตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย) ผ่านแอบพลิเคชันเฟสบุ๊ก
● ซึ่งในระหว่างที่ติดต่อพูดคุยกันตนได้โอนเงินตามที่ น.ส.นัดดาฯร้องขอ โดยอ้างว่ามารดาเดือดร้อนต้องการใช้เงิน ผ่านเข้า ชื่อบัญชี นางเฉลาฯจำนวนหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 210,700 บาท
● ครั้นต่อมาเมื่อนายนรศักดิ์ฯกับ น.ส.นัดดาฯได้หมั้นหมายกัน นายนรศักดิ์ฯจึงยกเงินจำนวนดังกล่าวให้ โดยให้ถือว่าเป็นค่าสินสอดทองหมั้น หลังจากนั้นนายนรศักดิ์กับ น.ส.นัดดาฯ ได้ติดต่อพูดคุยกันผ่านเฟสบุ๊คเรื่อยมา
● จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 ส.ค.64 นายนรศักดิ์ฯ ได้ตรวจพบว่าระหว่างวันที่ 19-30 มิ.ย.64 ยอดเงินในบัญชีของตน จำนวน 2,641,000 บาท ได้ถูกโอนผ่านแอบพลิเคชัน K PLUS ไปยังชื่อบัญชี นายเกียรติศักดิ์ฯ จำนวน 7 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 1,736,000 บาท และโอนไปยังบัญชี น.ส.ปรียดา จำนวน 3 ครั้ง เป็นจำนวน 905,000 บาท
● นายนรศักดิ์ฯจึงจะไปแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนหาตัวคนร้าย แต่ระหว่างนั้น น.ส.นัดดาฯได้ติดต่อและยอมรับว่า ตนเป็นคนโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้อที่ดินกับต้นไม้เอง พร้อมขอร้องไม่ให้นายนรศักดิ์ฯไปแจ้งความ โดยอ้างว่าในเมื่อจะเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้วทำไมจะต้องไปแจ้งความ
●ส่วนเงินที่เอาไป นั้น เมื่อขายที่ดินได้แล้วจะคืนให้ และต่อมา น.ส.นัดดาฯได้ออกกลอุบายว่า ตนอยากเปิดโรงงานและจดทะเบียนการค้าเพื่อทำธุรกิจ จึงขอให้นายนรศักดิ์ฯช่วยเหลือค่าใช้จ่ายอีก
● แต่นายนรศักดิ์ฯซึ่งไม่มีเงินสดแล้วจึงยื่นข้อเสนอให้ น.ส.นัดดาฯดำเนินการนำที่ดินของตนเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา ไปประกาศขายในราคาไม่ต่ำกว่าไร่ล่ะ 1,700,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องขายได้นายนรศักดิ์ฯจึงจะแบ่งเงินช่วยค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้
● ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ต.ค.64 เวลาประมาณ 10.30 น. หลังจาก น.ส.นัดดาฯอ้างว่าสามารถขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้แล้วในราคา 16,700,000 บาท นายนรศักดิ์ฯ จึงเดินทางไปทำสัญญาโอนขายที่ดินโฉนดให้กับนายพุทธิชัยฯซึ่งเป็นผู้ซื้อ ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาประโคนชัย
● ต่อมาเมื่อ น.ส.นัดดาฯ ได้บอกกับนายนรศักดิ์ฯ ว่าผู้ซื้อที่ดินได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ให้กับนายนรศักดิ์ฯครบตามจำนวนแล้ว นายนรศักดิ์ฯ จึงหลงเชื่อและยินยอมลงชื่อในสัญญาโอนขายที่ดินดังกล่าว
● แต่ต่อมาเมื่อนายนรศักดิ์ฯ ได้ทราบภายหลัง จากการให้การของนายพุทธิชัยฯ ผู้ซื้อว่า น.ส.นัดดาฯกับพวกได้เสนอขายที่ดินให้ตนในราคาเพียง 7,500,000 บาท (ซึ่งตรงกันกับสัญญาซื้อขายที่ดินที่ได้ทำไว้ที่สำนักงานที่ดินฯ) และในขณะที่ทำสัญญาโอนขายที่ดิน นายพุทธิชัยฯก็ยืนยันว่าได้มอบเงินสดจำนวนดังกล่าวให้ น.ส.นัดดาฯ กับพวก ไปแล้ว โดยไม่ได้โอนเข้าบัญชีธนาคารของนายนรศักดิ์ฯ แต่อย่างใด
● ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นนายนรศักดิ์ฯจึงเชื่อว่าตนถูก น.ส.นัดดาฯ กับพวก หลอกลวงตั้งแต่ต้นจนได้รับความเสียหาย จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นัดดาฯหรือ น.ส.ชนกนันท์ กับพวก ตามกฎหมายต่อไป


●ในโอกาสเดียวกันได้ประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน ในการแจ้งเบาะแสข้อมูลอาชญากรรมและแก๊งมิจฉาชีพ โดยแจ้งข้อมูลผ่าน สายด่วน 191 , Application Police I lert U ได้ตลอด 24 ชม. เพื่อดำเนินการปราบปรามจับกุม ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในภาพรวมอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรม และที่เกี่ยวเนื่องกันต่อไป